ทีมสร้างรายได้ในโรงแรม commercial team hotel

Commercial Team โรงแรม คืออะไร ? สำรวจ 4 เสาหลักสร้างรายได้ที่โรงแรมขาดไม่ได้

หากคุณเคยสงสัยว่า ทำไมโรงแรมบางแห่งถึงเต็มตลอด ทั้งที่ทำเลไม่ได้ดีกว่าคู่แข่งเลย คำตอบคือสิ่งที่คนภายนอกอาจไม่เคยมองเห็น นั่นคือ “เครื่องจักรสร้างรายได้” ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง เครื่องจักรนั้นมีชื่อว่า Commercial Team และในบทความนี้ เราจะพาไปสำรวจว่าพวกเขาคือใคร ทำงานอย่างไร และทำไมโรงแรมไทยถึงขาดทีมนี้ไม่ได้



Commercial Team โรงแรม คืออะไร ?

Commercial Team โรงแรม คือทีมงานที่รวม 4 แผนกหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่ Revenue Management, Sales, Marketing และ Reservations โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างและเพิ่มรายได้ให้โรงแรมอย่างเป็นระบบ แทนที่แต่ละแผนกจะทำงานแยกส่วน ทั้ง 4 แผนกจะแชร์ข้อมูล ตั้งเป้าหมายร่วมกัน และส่งต่องานต่อเนื่องกันราวกับฟันเฟืองที่สบกันพอดี


ทำไมโรงแรมยุคใหม่ถึงต้องมี Commercial Team ?

ตลาดโรงแรมไทยแข่งขันดุกว่าที่เคย

ข้อมูลจาก TAT และ Visit Thailand Today ชี้ว่า แม้ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 32.9 ล้านคนในปี 2025 แต่ โรงแรมใหม่ก็เปิดเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้แต่ละโรงแรมต้องแย่งชิงลูกค้ากันมากขึ้น กลยุทธ์ “รอให้ลูกค้าเดินเข้ามาจองที่เคาน์เตอร์” จึงอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป

แผนกที่ทำงานแยกกัน = รายได้รั่วไหล

ลองนึกภาพว่า Marketing ยิงโฆษณาโปรโมชั่นออกไป แต่ Revenue ไม่รู้ว่ามีโปรนี้ ราคาในระบบจึงยังเป็นราคาปกติ ลูกค้าโทรมาหา Reservations แต่ได้ยินราคาที่แตกต่างจากโฆษณา ทำให้ ลูกค้าหายไปทันที นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแต่ละแผนกไม่ประสานงานกัน

Commercial Team จึงเกิดขึ้นเพื่อ

  • ขจัดข้อมูลที่ขัดแย้งกันระหว่างแผนก
  • ให้ทุกคนขับเคลื่อนด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน (Single Source of Truth)
  • เพิ่ม Conversion Rate จากทุกช่องทางการขาย
  • ลดการรั่วไหลของรายได้ (Revenue Leakage)

4 เสาหลักของ Commercial Team ในโรงแรม มีอะไรบ้าง ?

Revenue Management — The Brains (สมองของทีม)

ทุกอย่างเริ่มต้นที่ Revenue Management แผนกที่ทำหน้าที่เสมือน “สมอง” ของ Commercial Team ไม่ใช่แค่คนที่ “เดาราคา” แต่คือคนที่ “วิเคราะห์ข้อมูล” เพื่อตัดสินใจว่าวันนี้ควรขายห้องในราคาเท่าไหร่ ให้ใคร และผ่านช่องทางไหน

Revenue Management ทำอะไรบ้าง ?

  • วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง (Historical Data) เพื่อคาดการณ์อุปสงค์ (Demand Forecasting)
  • ตั้งโครงสร้างราคา (Pricing Structure) และ เงื่อนไขราคา (Rate Fence) สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  • กำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target Segment) ว่าช่วงนี้โรงแรมต้องการลูกค้าประเภทใด
  • ทำ Rate Fence และการตั้งราคาอย่างชาญฉลาด เพื่อป้องกัน Revenue Leakage
  • ติดตาม KPI ที่ทีม Commercial ต้องติดตาม เช่น RevPAR, ADR, Occupancy Rate

Revenue Management ส่งต่ออะไรให้แผนกอื่น ?

Revenue Management จะเป็นผู้กำหนดว่า “ช่วงนี้เราขาดลูกค้ากลุ่มไหน” แล้วส่ง “โจทย์” นั้นให้ Marketing และ Sales ไปดำเนินการต่อ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลพบว่าเดือนกันยายน (Low Season) ลูกค้าชาวยุโรปลดลง แต่กลุ่ม Staycation คนไทยกำลังเพิ่มขึ้น ดังนั้น Revenue จึงส่งโจทย์ให้ Marketing ออกแบบแคมเปญสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ


Marketing — The Voice (กระบอกเสียง)

เมื่อได้รับโจทย์จาก Revenue แล้ว ไม้ต่อจะถูกส่งมาที่ Marketing ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “กระบอกเสียง” ที่นำสิ่งที่โรงแรมมีออกไปประกาศให้ตลาดรับรู้

Marketing ทำอะไรบ้าง ?

  • ออกแบบแคมเปญโฆษณาและ Content บน Social Media, Google Ads
  • ดูแล Brand Identity ของโรงแรมให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่ต้องการ
  • ทำ SEO และ Content Marketing เพื่อดึง Direct Booking ลด OTA Commission
  • ผลิตสื่อองค์กร (Corporate Brochure, Rate Sheet) ให้ทีม Sales นำไปใช้เจรจา
  • ติดตามและรายงาน กลยุทธ์ OTA สำหรับโรงแรมไทย เพื่อเพิ่ม OTA Ranking

Marketing ส่งต่ออะไรให้แผนกอื่น ?

แคมเปญที่ Marketing ปล่อยออกไป จะสร้าง “Traffic” ทั้งสายโทรศัพท์และข้อความ Inbox ที่ไหลไปยัง Reservations โดยตรง พร้อมกันนั้นยังสร้างสื่อที่ทีม Sales นำไปใช้เจรจากับ Corporate Client ได้


Sales — The Hunters (นักล่าดีล)

ในขณะที่ Marketing ดึงลูกค้ารายย่อยเข้ามา Sales จะสวมบทบาท “นักล่า” ออกไปหาลูกค้ารายใหญ่แบบ B2B ได้แก่ บริษัทเอกชน (Corporate), สายการบิน, เอเจนซี่ทัวร์ (Travel Agents), และหน่วยงานรัฐบาล

Sales ทำอะไรบ้าง ?

  1. เจรจาทำสัญญารายปี (Corporate Contract) กับบริษัทที่มีพนักงานเดินทางบ่อย
  2. นำเสนอแพ็กเกจ MICE (ประชุม สัมมนา นิทรรศการ งานเลี้ยง)
  3. ดูแลความสัมพันธ์กับ Key Accounts เพื่อสร้างความไว้วางใจในการกลับมาพักซ้ำ
  4. ทำ Displacement Analysis หรือการวิเคราะห์ความคุ้มค่า ร่วมกับ Revenue ก่อนรับงานจากกลุ่มขนาดใหญ่

ทำไม Sales ถึงตั้งราคาเองไม่ได้ ?

เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมาก คำตอบคือ Sales ไม่ใช่คนตั้งราคา ทุกครั้งที่จะเสนอราคาพิเศษให้บริษัทใด Sales ต้องปรึกษา Revenue ก่อนเสมอ เพื่อตรวจสอบว่ามีห้องว่างเพียงพอ และรายได้ที่จะได้รับจากดีลนี้ “คุ้มค่า” กับการเสียโอกาสในการขายห้องให้ลูกค้ารายย่อย ที่อาจได้ราคาสูงกว่าหรือไม่ (Opportunity Cost)


Reservations — The Closers (นักปิดการขาย)

หลายคนมองว่า Reservations คือ “พนักงานรับสาย” แต่ในความเป็นจริง พวกเขาคือ “ด่านสุดท้าย” ที่เปลี่ยนความสนใจของลูกค้าให้กลายเป็นเงินในบัญชีโรงแรม

Reservations ทำอะไรบ้าง ?

  • รับและจัดการการจองจากทุกช่องทาง (โทรศัพท์, Email, OTA, Direct)
  • บันทึกอัตราค่าห้องพักพิเศษของลูกค้า Corporate ที่ Sales ปิดดีลมา
  • ทำ Upselling (เสนอห้องระดับสูงขึ้น) และ Cross-selling (แพ็กเกจเสริม)
  • ป้อนฟีดแบ็กจากลูกค้าจริงกลับไปให้ Marketing และ Revenue

Reservations คือ “ผู้ตรวจการ” ของตลาด

หากช่วงใดมีสายโทรเข้ามาถามหรือจองห้องพักมากกว่าปกติ Reservations ต้องรีบแจ้ง Revenue เพื่อ “ขยับราคาขึ้น” ก่อนที่ห้องจะเต็มในราคาถูก วิธีนี้คือ Yield Management ในทางปฏิบัติ ที่ทีมนี้มีบทบาทสำคัญมาก


ตัวอย่างจริง : แคมเปญ “Summer Escape” ตั้งแต่ต้นจนจบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดที่สุด ลองดูตัวอย่างแคมเปญหนึ่งของโรงแรมสมมติ ว่า Commercial Team ทำงานต่อเนื่องกันอย่างไร

  1. Revenue วิเคราะห์ข้อมูล (มกราคม) พบว่ายอดจองช่วงเมษายน–พฤษภาคมต่ำกว่าเป้าหมาย 30% จึงเรียกประชุม Commercial Team และเสนอราคาพิเศษ 4,000 บาท/คืน สำหรับเข้าพัก 2 คืนขึ้นไป
  2. Marketing วางแผนโปรโมท (กุมภาพันธ์) ตั้งชื่อแคมเปญ “Summer Escape” จ้างช่างภาพถ่ายรูปสระว่ายน้ำ ยิงโฆษณาเจาะกลุ่มครอบครัวในกรุงเทพฯ
  3. Sales นำโปรไปต่อยอด (มีนาคม) ดัดแปลงแคมเปญเป็นแพ็กเกจ “Summer Company Outing” นำเสนอบริษัทที่กำลังหาที่จัดทริปพนักงาน
  4. Reservations ปิดการขาย (มีนาคม–เมษายน) รับสาย ตอบแชท Inbox อย่างมืออาชีพ เสนอ Upsell จากห้องธรรมดาเป็นห้องติดสระ (Pool Access) ทำให้รายได้ต่อห้องเพิ่มขึ้น
  5. Revenue ปรับตัว (เมษายน) เมื่อยอดจองพุ่งจนห้องเกือบเต็ม Revenue จึงปิดแคมเปญและปรับราคากลับเป็น 5,000 บาท เพื่อให้ห้องที่เหลือถูกขายในราคาสูงสุด

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ Occupancy ที่เพิ่มขึ้น, RevPAR ที่ดีขึ้น, ค่าโฆษณาไม่สูญเปล่า เพราะทุกแผนกทำงานประสานกันพอดี


โดมิโนเอฟเฟกต์ เมื่อฟันเฟืองตัวใดตัวหนึ่งสะดุด

Commercial Team เปรียบเหมือนโดมิโน ถ้าแผนกใดพลาด ผลกระทบจะลามเป็นลูกโซ่ทันที

ถ้าราคาผิดพลาด Revenue ตั้งราคาแพงเกินตลาด → Marketing ยิงโฆษณาจนหมดงบแต่ก็ยังไม่มีใครคลิก → Reservations ไม่ได้ทำงานเพราะไม่มีการจอง → Sales ไม่มีโปรดี ๆ ไปเสนอลูกค้า

ถ้าโฆษณาผิดกลุ่ม Revenue ทำราคาครอบครัว แต่ Marketing ใช้ภาพวัยรุ่นปาร์ตี้ริมสระ → กลุ่มครอบครัวไม่เชื่อถือ จึงไม่กล้าจองมาพัก → Reservations รับสายกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ถามเรื่องปาร์ตี้ แต่ไม่จอง → Conversion Rate ต่ำ, ค่าโฆษณาสูญหาย

ถ้า Reservations ทำงานไม่ดี ต่อให้ Revenue ราคาดี Marketing โฆษณาปัง แต่พนักงานตอบช้า คลุมเครือ หรือตอบคำถามไม่ได้ → ลูกค้าหมดความสนใจและไปจองคู่แข่งทันที และ ค่าโฆษณาทั้งหมดสูญเปล่า

Insight ปัญหาที่พบบ่อยในโรงแรมขนาดเล็กของไทย คือ Reservations มักถูกให้รับผิดชอบคนเดียว ทั้งรับสาย ตอบ LINE ตอบ Facebook และจัดการระบบ ปริมาณงานที่มากเกินไป ทำให้คุณภาพการตอบลดลง ซึ่งส่งผลให้แคมเปญที่ดีอาจถูกทำลายโดยไม่รู้ตัว


Commercial Team กับ PMS เทคโนโลยีที่ช่วยประสานงานให้ราบรื่น

PMS ทำให้ Commercial Team ทำงานร่วมกันได้อย่างไร ?

ถ้า Commercial Team คือฟันเฟืองที่ต้องสบกัน ระบบ PMS (Property Management System) คือน้ำมันหล่อลื่นที่ทำให้ฟันเฟืองหมุนได้ราบรื่น เพราะ ระบบ PMS เป็นที่ที่รวบรวมข้อมูลจากทุกแผนกไว้ในที่เดียว

PMS ช่วย Commercial Team อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ?

  1. Revenue เห็น On-the-Book Occupancy ล่วงหน้าและ Booking Pace ได้ทันที ไม่ต้องรอรายงานทำมือทุกเที่ยงคืนหรือสิ้นเดือน
  2. Marketing ดึงข้อมูล Guest Profile จาก PMS มาวิเคราะห์พฤติกรรม แล้วจัดกลุ่มลูกค้า เพื่อทำโฆษณาที่ตรงกลุ่ม
  3. Sales เข้าถึงอัตรา Corporate Rate ในระบบได้โดยตรง ไม่มีข้อผิดพลาดจากการส่ง Email ไปมา
  4. Reservations บันทึกการจองและอัปเดต Rate ที่ Sales ปิดดีลได้แบบ Real-time ลูกค้าได้คำตอบเรื่องราคาที่ถูกต้องทุกครั้ง

เทคนิคจาก FROMAS เมื่อ Commercial Team ทุกคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวใน PMS ปัญหาเรื่อง “ราคาไม่ตรง” หรือ “ห้องว่างไม่ตรง” ระหว่างแผนกจะหมดไปทันที นี่คือสิ่งที่ FROMAS PMS ออกแบบมาเพื่อแก้ไขโดยตรง


คำถามที่พบบ่อย

Commercial Team เหมาะกับโรงแรมขนาดเล็กไหม ?

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของโรงแรม แต่ขึ้นอยู่กับการแบ่งหน้าที่ชัดเจน โรงแรมขนาดเล็ก (30–50 ห้อง) อาจมีคนเดียวทำทั้ง Revenue และ Reservations ก็ได้ แต่ต้องมีความเข้าใจในทั้งสองบทบาทและมีระบบที่ช่วยประสานงาน เช่น PMS ที่อัปเดต Rate อัตโนมัติ

Commercial Team ต่างจาก Revenue Management Team อย่างไร ?

Revenue Management Team คือแผนกเดียวที่เน้นเรื่องราคาและ Demand Forecasting ส่วน Commercial Team คือโครงสร้างที่ใหญ่กว่า กล่าวได้ว่า Revenue Management เป็นหนึ่งใน Commercial Team โดยมีเป้าหมายร่วมกันทั้งฝั่งขาย ตลาด และการจอง

ใครควรเป็นผู้นำ Commercial Team ?

ในโรงแรมขนาดกลาง–ใหญ่ มักมีตำแหน่ง Director of Commercial หรือ Chief Commercial Officer (CCO) เป็นผู้นำ ซึ่งจะดูแลทั้ง 4 แผนกและรายงานตรงต่อ General Manager ส่วนในโรงแรมขนาดเล็ก ผู้จัดการทั่วไปมักรับบทบาทนี้เอง


บทสรุป

Commercial Team โรงแรม ไม่ใช่แค่การเอาคนจาก 4 แผนกมาทำงานในออฟฟิศเดียวกัน แต่คือการแชร์ข้อมูล ตั้งเป้าหมายร่วม และสื่อสารกันโดยไม่มีรอยต่อ Revenue คือนักวางแผน Marketing คือผู้ประกาศ Sales คือนักสื่อสาร และ Reservations คือผู้ปิดการซื้อขาย ถ้าทั้ง 4 ทำงานได้ประสานกัน โรงแรมของคุณจะมีรายได้ที่แข็งแกร่ง สามารถฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือดได้ทุกฤดูกาล

หากคุณกำลังมองหาระบบ PMS ที่ช่วยให้ Commercial Team ทุกแผนกเข้าถึงข้อมูลเดียวกันแบบ Real-time ทีมงาน FROMAS ยินดีให้คำปรึกษาและสาธิตระบบให้คุณดู ฟรี ! ติดต่อเราวันนี้ เพื่อพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมไทยโดยตรง


ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

FROMAS

ระบบบริหารโรงแรม

Author

  • ด้วยการคลุกคลีอยู่ในวงการโรงแรมไทยมามากกว่า 10 ปี ทั้งในส่วนงานติดตั้งระบบ การ Training และงานขาย อลงกรณ์เข้าใจถึง Pain Point ที่ผู้ประกอบการพบเจอในแต่ละวันเป็นอย่างดี เขาจึงมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาเพื่อนำเทคโนโลยีของ FROMAS มาแก้ปัญหาการจองและการบริหารจัดการห้องพักให้เป็นเรื่องง่ายและทำกำไรได้จริง

Scroll to Top