คู่มือกลยุทธ์ลดค่าคอมมิชชัน OTA

โรงแรมลดค่าคอมมิชชัน OTA ได้จริงไหม? วิธีเพิ่ม Direct Booking แบบยั่งยืน

ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งกำลังมองหาทางลดค่าคอมมิชชัน OTA และหันมาเพิ่ม Direct Booking จองตรงโรงแรม จากผลสำรวจลูกค้าของ FROMAS ชี้ว่า โรงแรมขนาด 30 ห้องที่มีอัตราเข้าพักเฉลี่ย 60% ที่พึ่งพาการจองผ่าน OTA เป็นหลัก อาจต้องเสียค่า OTA  สูงถึง 660,000 บาทต่อปี ซึ่งวิธีลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถทำได้จริง ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ปรับเว็บไซต์ให้พร้อม ติดตั้ง Booking Engine เชื่อมต่อระบบบริหารโรงแรม และสร้างข้อเสนอเฉพาะสำหรับลูกค้าที่จองตรงผ่านเว็บไซต์ โดยช่วยลดต้นทุน OTA ที่อาจสูงถึง 15-25% ต่อการจอง

ค่าคอมมิชชัน OTA 15-25% กินกำไรโรงแรมไทยมากแค่ไหน?

ค่าคอมมิชชัน OTA คือค่าธรรมเนียมที่โรงแรมจ่ายให้แพลตฟอร์มจองออนไลน์เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างโรงแรมและลูกค้า โดยทั่วไป OTA ในไทยอยู่ที่ประมาณ 15-25%  

โดย Booking.com อยู่ที่ประมาณ 15-18% ส่วน Agoda เป็นระบบ AGX สูงถึง 25% 

ซึ่งเจ้าของโรงแรมสามารถคำนวณต้นทุน OTA ต่อปีคร่าว ๆ ได้จากสูตรนี้:

“จำนวนห้อง × Occupancy (%) × ราคาห้อง (ADR) × 365 วัน × % ค่าคอมมิชชัน”

ตัวอย่าง: โรงแรมขนาด 30 ห้อง มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy) เฉลี่ย 60% ราคาห้องเฉลี่ย (ADR) 2,000 บาท และมีการจองผ่าน OTA ทั้งหมด

30 ห้อง × 60% × 2,000 บาท × 365 วัน × 20% = 2,628,000 บาทต่อปี

หมายความว่า โรงแรมอาจมีต้นทุนค่าคอมมิชชัน OTA ประมาณ 2.63 ล้านบาทต่อปี หากรายได้จากการขายห้องพักทั้งหมดมาจาก OTA และมีค่าคอมมิชชันเฉลี่ย 20% ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่โรงแรมสามารถลดลงได้ด้วยการเพิ่มสัดส่วน Direct Booking ผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง

ตารางเปรียบเทียบ

หัวข้อการจองผ่าน OTAการจองตรง (Direct Booking)
ค่าคอมมิชชัน15-25%0-3% (ค่าระบบ/Payment Gateway) 
รายได้สุทธิต่อห้องต่ำกว่าสูงกว่า
ข้อมูลลูกค้าOTA ถือครองเป็นหลัก โรงแรมเป็นเจ้าของ 
ความยืดหยุ่นราคาจำกัดตามเงื่อนไข จัดแคมเปญได้มากกว่า 
เวลารับเงิน30-45 วัน (เครดิตเทอม) ทันทีเมื่อเกิดการจอง 
ต้นทุนรายปีสูงลงทุนระบบครั้งเดียวและบริหารจัดการได้ 

Agoda กับ Booking.com เก็บค่าคอมมิชชันต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไป Booking.com คิดค่า Commission Tiers ประมาณ 15-18% ขึ้นอยู่กับประเภทที่พักและโปรแกรมที่เข้าร่วม ส่วน Agoda มีระบบค่าคอมมิชชันแบบ AGX ปรับตามโปรแกรมและระดับการมองเห็น (Pay-for-visibility) ซึ่งสูงได้ถึง 25% ตามเงื่อนไขการใช้งาน

นอกจากนี้โรงแรมอาจมีต้นทุนเพิ่มเติม เช่น VAT 7% หรือค่าธรรมเนียม Payment Fee ทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าค่าคอมมิชชันพื้นฐาน

ค่าคอมมิชชัน OTA

นอกจากค่าคอมมิชชัน OTA ยังมีต้นทุนซ่อนอะไรที่มักถูกมองข้าม?

ต้นทุน OTA ไม่ได้มีเพียงค่าคอมมิชชัน แต่รวมถึง

  1. สูญเสียโอกาสสร้าง Customer Lifetime Value (LTV) เพราะ OTA ถือฐานข้อมูลลูกค้าเป็นหลัก
  2. ใช้เวลาจัดการ Extranet และอัปเดตข้อมูลหลายช่องทาง
  3. กระแสเงินสดล่าช้าจากรอบชำระเงิน 30-45 วัน
  4. ความเสี่ยงจาก Overbooking หากระบบจัดการไม่เชื่อมต่อกัน อาจกระทบต่อคะแนนรีวิว (Review Score) ได้
ระบบจองโรงแรม

โรงแรมต้องลงทุนอะไรบ้าง และคุ้มทุนเมื่อไหร่ถ้าเทียบกับค่าคอม OTA ที่ประหยัดได้?

โรงแรมควรลงทุนใน 3 ระบบหลัก ได้แก่ Booking Engine, Channel Manager และ PMS เพื่อเพิ่ม Direct Booking ลดต้นทุน และบริหารข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลงทุน Booking Engine คุ้มทุนกี่เดือน? คำนวณจากค่าคอม OTA ที่ประหยัดได้ 

ความคุ้มค่าของ Booking Engine ควรวัดจากค่าคอมมิชชัน OTA ที่ลดลง ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าระบบ สามารถคำนวนเพื่อให้เห็นตัวเลขคร่าว ๆ ได้จากสูตรดังนี้

1. สูตรหา “ค่าคอมมิชชัน OTA ที่ประหยัดได้ต่อเดือน” = จำนวนห้อง × 30 วัน × อัตราการเข้าพัก (Occupancy) × ราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) × % ค่าคอมมิชชัน OTA

2. สูตรหา “ระยะเวลาคืนทุน” = ต้นทุนระบบ ÷ ค่าคอมมิชชัน OTA ที่ประหยัดได้ต่อเดือน

ตัวอย่าง: โรงแรมขนาด 30 ห้อง มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 60% ราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) 2,000 บาท มีค่าคอมมิชชัน OTA 20% และสามารถเปลี่ยนยอดจองจาก OTA มาเป็น Direct Booking ได้ 10%

ค่าคอมมิชชัน OTA ที่ประหยัดได้ต่อเดือน:

30 ห้อง × 30 วัน × 60% × 2,000 บาท × 10% × 20% = 21,600 บาทต่อเดือน

หากต้นทุนเริ่มต้นของ Booking Engine อยู่ที่ 100,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนจะเท่ากับ:

100,000 ÷ 21,600 = ประมาณ 4.6 เดือน

ดังนั้น โรงแรมอาจคืนทุนจากการลงทุนใน Booking Engine ได้ภายในประมาณ 5 เดือน หากสามารถเปลี่ยนยอดจองจาก OTA มาเป็น Direct Booking ได้ 10% และรักษาระดับการจองไว้ใกล้เคียงเดิม

เมื่อค่าคอมมิชชันที่ประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายระบบ โรงแรมจะเริ่มได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน พร้อมสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเอง

ระบบ FROMAS Booking Engine ช่วยให้โรงแรมรับการจองตรงผ่านเว็บไซต์ได้อย่างราบรื่น พร้อมเชื่อมต่อระบบจัดการห้องพัก (Hotel Reservation) เพื่อจบปัญหา Overbooking และความวุ่นวายหน้าฟรอนต์ในหน้าเดียว หากคุณต้องการประเมินระยะเวลาคืนทุนที่เหมาะกับขนาดโรงแรม สามารถปรึกษาทีมงาน FROMAS ได้โดยตรง

ขั้นตอนการปรับปรุงเว็บไซต์โรงแรมเพื่อรองรับการจองตรง

การจองตรงผ่านเว็บไซต์โรงแรม ควรทำหน้าที่เป็นช่องทางขายหลัก ไม่ใช่เพียงหน้าแสดงข้อมูล โดยควรมีองค์ประกอบดังนี้ 

  1. หน้าเว็บไซต์โรงแรมใช้งานง่าย โหลดเร็วภายใน 3 วินาที 
  2. มีปุ่ม Book Direct ชัดเจนมองเห็นได้ทันที
  3. ใช้ภาพจริง มีเอกลักษณ์ และความละเอียดสูง (Unique Property)
  4. แสดงสิทธิประโยชน์สำหรับผู้จองตรง 
  5. ขั้นตอนการจองผ่าน Booking Engine ไม่เกิน 3 คลิก

เว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายช่วยลดอัตราการละทิ้งการจอง และเพิ่มโอกาสเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

วัดผล Direct Booking ด้วย KPI 3 ตัวที่ต้องติดตามทุกเดือน

โรงแรมควรติดตาม KPI ใน 3 ด้าน และใช้ข้อมูลจาก Channel Manager เพื่อติดตามผล ได้แก่

  1. Direct Booking Ratio (%) โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Direct Booking ประมาณ 25-35% ภายในปีแรก 
  2. Cost per Booking เปรียบเทียบต้นทุน OTA กับ Direct Booking เพื่อวัดช่องทางที่สร้างกำไรมากกว่า 
  3. Revenue per Direct Booking เปรียบเทียบรายได้สุทธิต่อการจองตรงกับ OTA เพื่อวัดผลกำไรที่แท้จริง
Dashboard วัดผล Direct Booking

ทำโปรโมชันจองตรงโดยไม่ผิดกฎ Rate Parity ได้อย่างไร?

โรงแรมสามารถเพิ่มโปรโมชันจองตรง (Direct Booking) ได้ด้วยการมอบ Value-add หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แทนการลดราคาห้องพัก เช่น อาหารเช้าฟรี การเช็กอินก่อนเวลา เช็กเอาต์ล่าช้า หรืออัปเกรดห้องพักตามเงื่อนไขที่กำหนด วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าการจองผ่านเว็บไซต์ของโรงแรมคุ้มค่ามากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคากับ OTA แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขและสัญญาล่าสุดก่อนจัดโปรโมชันทุกครั้ง

5 Value-add ที่โรงแรมทำได้โดยไม่ผิด Rate Parity

ตัวอย่างสิทธิประโยชน์โปรโมชันจองตรงสำหรับลูกค้าที่จองตรงโดยไม่กระทบเงื่อนไข Rate Parity เช่น

  1. อาหารเช้าฟรี (150-350 บาท/คน)
  2. Early Check-in / Late Check-out 
  3. Room Upgrade สำหรับห้องว่าง
  4. บริการรถรับส่งสนามบิน หรือสถานที่สำคัญ
  5. คูปองหรือเครดิตใช้จ่ายภายในโรงแรม (200-500 บาท)

รักษาลูกค้าเก่าด้วย CRM และ Remarketing ให้กลับมาจองตรงซ้ำ

การรักษาลูกค้าเดิมช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ได้ถึง 5-7 เท่า และเพิ่มโอกาสเกิด Booking ซ้ำ โดยโรงแรมสามารถใช้ PMS และ CRM (Customer Relationship Management) ร่วมกันเพื่อเก็บข้อมูลการเข้าพัก ส่งโปรโมชั่น ทำรีมาร์เก็ตติง และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

ช่วยให้คุณเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรที่มาจาก OTA ให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่จองตรงกับโรงแรมในครั้งถัดไปได้อย่างง่ายดาย

สรุปกลยุทธ์ลดค่าคอมมิชชัน OTA เพื่อโรงแรมที่เติบโตอย่างยั่งยืน

OTA ยังคงเป็นช่องทางช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าใหม่ แต่ Direct Booking คือช่องทางที่ช่วยเพิ่มกำไรสุทธิและทำให้โรงแรมเป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า

การลงทุนใน Booking Engine, Channel Manager และ PMS ของ FROMAS ช่วยให้โรงแรมบริหารรายได้ ลดต้นทุน และสร้างระบบขายที่เติบโตได้ในระยะยาว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการจองตรงให้ได้ 25-35% ภายในปีแรก ควบคู่กับการใช้ OTA อย่างสมดุล

หากต้องการประเมินว่าปัจจุบันโรงแรมของคุณมีโอกาส ลดค่าคอมมิชชัน OTA ได้มากเพียงใด และวางกลยุทธ์เพิ่ม Direct Booking ให้เหมาะกับธุรกิจ สามารถขอคำปรึกษาและทดลองใช้งานระบบ FROMAS ได้ที่ https://fromas.net/fromas/ 

Source:

Scroll to Top