ราคา net และ ++ ในร้านอาหาร โรงแรม

รายการ ++ คืออะไร ? เปรียบเทียบราคา Net vs ++ ที่คนโรงแรมและร้านอาหารต้องรู้

เชื่อว่าเจ้าของโรงแรมและร้านอาหารแทบทุกคน ต้องเคยเจอคำถามจากแขกว่า “ทำไมราคาบนเมนูไม่เท่ากับยอดที่ต้องจ่ายจริง ? ” อยู่บ่อยครั้ง

บทความนี้ จะอธิบายให้ชัดเจนว่า รายการ ++ คืออะไร ? ต่างจากราคา Net อย่างไร ? และทำไมหากเลือกใช้ผิด อาจทำให้คุณขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

พร้อมสูตรคำนวณจริง ตารางเปรียบเทียบ และจุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยที่สุด จากประสบการณ์ตรงของทีมงาน FROMAS ในการวางระบบให้โรงแรมและร้านอาหารหลายแห่ง


รายการ ++ (บวก บวก) คืออะไร ?

รายการ ++ (บวก บวก) คือสัญลักษณ์ที่บอกว่าราคาสินค้าหรือบริการนั้นยังไม่รวมค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 2 รายการ ได้แก่ Service Charge (ปกติ 10%) และ VAT (ปัจจุบัน 7%) โดยคำนวณ Service Charge ก่อน แล้วค่อยคิด VAT จากยอดรวมนั้นในขั้นตอนสุดท้าย

บวกตัวแรก : Service Charge คืออะไร ?

คือ “ค่าบริการ” ที่โรงแรมหรือร้านอาหารเก็บเพิ่มจากลูกค้า ส่วนใหญ่นำไปแบ่งเป็นสวัสดิการหรือรายได้เสริมให้พนักงาน อัตรามาตรฐานอยู่ที่ 10% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานรักษามาตรฐานการบริการที่ดีอยู่เสมอ

บวกตัวที่สอง : VAT คืออะไร ?

คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่รัฐจัดเก็บจากการขายสินค้าและบริการในประเทศ โดยอัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% ธุรกิจต่าง ๆ จึงมีหน้าที่เรียกเก็บจากลูกค้าแล้วนำส่งกรมสรรพากรตามกฎหมาย


ราคา Net ต่างจากราคา ++ อย่างไร ?

ราคา ++ คือการโชว์ “ราคาต้นทุนสินค้า” ก่อน แล้วบวกเพิ่มตอนจ่ายเงิน ส่วนราคา Net คือยอดที่รวมทุกอย่าง (ต้นทุน + Service Charge + VAT) ไว้แล้วเป็นยอดเดียวที่แขกต้องจ่ายจริง หลายคนมักเข้าใจผิดว่าราคา Net ไม่มี VAT หรือ Service Charge แต่ความจริงราคา Net ได้รวมไว้หมดแล้ว

ราคา ++ (ไม่รวมภาษีและค่าบริการ) ใช้ตอนไหน ?

พบมากในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ของโรงแรมและร้านอาหารระดับ High-end เพื่อให้ราคาบนเมนูดูเข้าถึงง่ายและเป็นสากล

ราคา Net (รวมภาษีและค่าบริการ) ใช้ตอนไหน ?

เป็นมาตรฐานหลักของราคาห้องพัก (Room Rate) โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม OTA เพราะแขกต้องเห็นยอดที่ต้องจ่ายจริงตั้งแต่ตอนจอง


กับดักตัวเลข : ทำไม 1,000 Net ไม่เท่ากับ 1,000++

นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยที่สุด หากตั้งราคาขาย 1,000 บาท Net เป็นตัวเลขกลม ๆ เพราะอยากให้ลูกค้าจ่ายง่าย เงินที่เข้าบริษัทจริงจะ น้อยกว่า ที่ตั้งราคา 1,000++ มาก

ลองดูยอดเงินที่ “เข้ากระเป๋าจริง” (Net Revenue) หลังหักทุกอย่างแล้ว

รายการตั้งราคา 1,000++
(แขกจ่าย 1,177)
ตั้งราคา 1,000 Net
(แขกจ่าย 1,000)
ยอดรับจากลูกค้า1,177 บาท1,000 บาท
หัก VAT 7%77 บาท65.42 บาท
หัก Service Charge 10%100 บาท84.96 บาท
รายได้สุทธิเข้าบริษัทจริง1,000 บาท849.62 บาท

ส่วนต่างกำไรที่หายไป : หากตั้งราคา 1,000 Net เงินจะหายไปถึง 150.38 บาทต่อรายการ ดังนั้นก่อนตัดสินใจใช้ราคา Net จึงต้องคำนวณต้นทุนให้ดี เพราะการคำนวณพลาด หมายถึงกำไรสุทธิหายไปเกือบ 15% ทุกออเดอร์


ตารางเปรียบเทียบการคำนวณราคา Net กับราคา ++

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น มาดูการเปรียบเทียบราคา Net กับราคา ++ เมื่อต้องการให้รายได้เท่ากัน

รายการตั้งราคาแบบ 1,000++ตั้งราคาแบบ 1,177 Net
ราคาที่โชว์ในเมนู / เว็บ1,000 บาท1,177 บาท
Service Charge (10%)100 บาท100 บาท (รวมในราคาแล้ว)
VAT (7%)77 บาท77 บาท (รวมในราคาแล้ว)
ยอดที่แขกจ่ายจริง1,177 บาท1,177 บาท
รายได้จริงก่อนภาษี1,000 บาท1,000 บาท

สังเกตว่า ไม่ว่าแขกเห็นราคาแบบไหน ยอดที่ธุรกิจจะได้และยอดที่ต้องนำส่งรัฐจะเท่ากันเสมอ ต่างกันแค่ “วิธีนำเสนอ” เท่านั้น

วิธีคำนวณและถอดภาษีอย่างถูกต้อง

การคำนวณที่ถูกต้องคือ “ภาษีซ้อนบนค่าบริการ” ไม่ใช่บวก 17% ตรง ๆ

กรณีราคา ++ : คิดจากราคาฐานไปหายอดจ่ายจริง

  1. ค่าสินค้า = 1,000 บาท
  2. Service Charge (10%) = 100 บาท
  3. ยอด Vatable (1,000 + 100) = 1,100 บาท
  4. VAT (7% จาก 1,100) = 77 บาท
  5. รวมยอดจ่าย = 1,177 บาท

กรณีราคา Net : ถอดจากรายได้เพื่อทำบัญชี

หากขาย 1,177 Net ระบบบัญชีต้องถอดยอดออกมาบันทึกรายได้ให้ถูกต้อง

  1. ถอด VAT ออกจากราคา Net ก่อน : 1,177 ÷ 1.07 = 1,100 บาท
  2. แล้วจึงถอด Service Charge : 1,100 ÷ 1.1 = 1,000 บาท

1.07 คือ ราคาเต็มที่รวม VAT แล้ว
มาจาก ราคาสินค้า 100% คิดเป็น 1.00 ส่วน + VAT 7% คิดเป็น 0.07 ส่วน

1.1 คือ ราคาเต็มที่ถอด VAT ออกแล้ว แต่ยังไม่ถอด Service Charge
มาจาก ราคาสินค้า 100% คิดเป็น 1.00 ส่วน + Service Charge 10% คิดเป็น 0.10 ส่วน

Net หรือ ++ แบบไหนดีกว่ากัน ?

ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ธุรกิจ โดย F&B นิยมใช้ ++ เพราะราคาดูเข้าถึงง่ายและเป็นสากล ส่วน Room Rate นิยมใช้ Net เพื่อความโปร่งใสและสร้างความประทับใจตั้งแต่ขั้นตอนจอง ไม่มีสูตรตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าและช่องทางการขาย


ผลกระทบต่อการขายผ่าน OTA และ Direct Booking

เมื่อโรงแรมขายห้องพักผ่าน OTA อย่าง Booking.com หรือ Agoda ราคาที่แสดงมักเป็น ราคา Net เสมอ เพราะ OTA กำหนดให้ราคาที่โชว์ต้องเป็นยอดที่แขกจ่ายจริง ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง

ต่างจาก Direct Booking ผ่านเว็บไซต์โรงแรมเองที่บางแห่งยังใช้ราคา ++ อยู่ ซึ่งอาจทำให้แขกเทียบราคาผิดพลาดและเลือกจองผ่าน OTA แทน เพราะดูราคาถูกกว่าทั้งที่ยอดจ่ายสุดท้ายอาจสูงกว่า

คำแนะนำ คือ โรงแรมควรพิจารณาแสดงราคา Net บนเว็บไซต์ตัวเองด้วย เพื่อให้แขกเปรียบเทียบราคาได้ตรงไปตรงมา และช่วยดัน Direct Booking แทนที่จะเสียค่าคอมมิชชั่นให้ OTA โดยไม่จำเป็น

เว็บไซต์และ Booking Engine

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ VAT และ Service Charge

ตามประมวลรัษฎากร ธุรกิจที่มีรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT ในอัตรา 7% จากผู้บริโภค ส่วน Service Charge ไม่ใช่ภาษี แต่เป็นค่าบริการที่ธุรกิจกำหนดเองตามนโยบายภายใน จึงไม่มีอัตราบังคับตายตัว แต่ในทางปฏิบัติ Service Charge 10% ถือเป็นมาตรฐานที่ยอมรับกันทั่วไปในอุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหารไทย

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดจากกรมสรรพากรโดยตรง เพื่อให้แน่ใจว่าการเรียกเก็บและนำส่งภาษีเป็นไปตามกฎหมายปัจจุบัน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมวดความรู้เรื่องภาษี เว็บไซต์กรมสรรพากร


มุมมองจากประสบการณ์จริง จุดพลาดที่เจอบ่อยในระบบหลังบ้าน

จากประสบการณ์ของทีมงาน FROMAS ที่ได้เข้าไปช่วยวางระบบให้โรงแรมและร้านอาหารหลายแห่ง จุดที่เจอบ่อยที่สุดคือเจ้าของกิจการตั้งค่า POS เป็น “ราคา Net” ตั้งแต่เปิดร้าน แล้วไม่เคยตรวจสอบยอด “รายได้หลังถอดภาษี” อีกเลย

ผลคือ เมื่อทำบัญชีปลายปี จะพบว่ารายได้ที่บันทึกจริงต่ำกว่าที่คาดไว้หลายเปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนถูกคำนวณจากราคาขายเต็ม ไม่ใช่ยอดหลังถอด VAT และ Service Charge


การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี PMS และ POS

ไม่ว่าจะเลือกราคา Net หรือ ++ ความท้าทายคือทำให้ยอดเงินในระบบ “เป๊ะ” ทุกครั้ง

  • ระบบ nPOS สำหรับร้านอาหาร รองรับทั้งราคา Net และ ++ ตั้งค่าที่ตัวสินค้าได้เลยว่า “รวมภาษีแล้ว” หรือ “ยังไม่รวมภาษี” ระบบจะพิมพ์ใบแจ้งค่าใช้จ่าย (Bill Proforma) แยกรายละเอียดให้แขกดูอย่างชัดเจน
  • ระบบ FROMAS PMS จัดการแยก VAT และ Service Charge เพื่อหารายได้ Net ให้อัตโนมัติ

หากสนใจเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมเพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกิจโรงแรม และ การขอใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ


4 ขั้นตอนเลือกกลยุทธ์ราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

  1. เช็คราคาคู่แข่งในพื้นที่ ดูว่าคู่แข่งใช้ราคาแบบไหนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ราคาดูสูงหรือต่ำผิดปกติ
  2. คำนวณกำไรสุทธิทั้งสองแบบ ใช้สูตรถอดภาษีเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
  3. ตั้งค่าระบบ POS / PMS ให้ตรงกับนโยบาย ป้องกันความผิดพลาดในการออกบิลและบันทึกบัญชี
  4. ทบทวนราคาทุก 6-12 เดือน เพราะต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ราคาที่เคยคุ้มอาจไม่คุ้มแล้วในปีถัดไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายการ ++ และราคา Net

ราคา Net รวม VAT แล้วหรือยัง ?

ราคา Net เป็นราคาที่รวม VAT แล้ว แสดงยอดสุดท้ายที่แขกต้องจ่ายจริง ซึ่งรวมทั้ง VAT 7% และ Service Charge 10% ไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่มอีก

ทำไมร้านอาหารบางแห่งไม่คิด Service Charge ?

เพราะ Service Charge ไม่ใช่ภาษีบังคับตามกฎหมาย แต่เป็นนโยบายที่แต่ละธุรกิจกำหนดเอง ร้านขนาดเล็กหรือร้านที่เน้นราคาประหยัดจึงมักไม่เก็บ เพื่อให้ราคาดูน่าดึงดูดกว่าคู่แข่ง

สามารถเปลี่ยนจากราคา Net เป็น ++ ทันทีได้หรือไม่ ?

ทำได้ แต่ควรแจ้งลูกค้าล่วงหน้าอย่างชัดเจน ทั้งบนเมนู เว็บไซต์ และช่องทาง OTA เพื่อลดข้อร้องเรียนและรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ


สรุปสำหรับผู้ประกอบการ

รายการ ++ และราคา Net ต่างเป็นวิธี “นำเสนอ” ราคาเดียวกัน ไม่ใช่ราคาที่ต่างกันจริง สิ่งสำคัญคือต้องคำนวณต้นทุนและกำไรสุทธิให้ถูกต้องก่อนเลือกใช้ ไม่เช่นนั้นอาจสูญเสียกำไรโดยไม่รู้ตัว ทีมงาน FROMAS แนะนำให้ตรวจสอบการตั้งค่าราคาในระบบ POS และ PMS ของคุณอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้ระบบที่รองรับราคาทั้งสองรูปแบบ เพื่อความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

พร้อมจัดการราคาและภาษีในโรงแรมหรือร้านอาหารของคุณให้ถูกต้องหรือยัง ? ติดต่อทีมงาน FROMAS วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาเรื่องการวางระบบ POS และ PMS ที่รองรับทั้งราคา Net และ ++ “ฟรี” ได้เลย !


ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

FROMAS

ระบบบริหารโรงแรม

nPOS

ระบบห้องอาหาร

ACCSYS

ระบบบัญชี

Author

  • ผู้ให้คำปรึกษาระบบบัญชีโรงแรมที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี รณชัยช่วยดูแลและวางระบบให้กับโรงแรมไทยมาแล้วกว่า 100 แห่ง เขามีความเชี่ยวชาญในการจัดการด้านภาษีและเอกสารทางบัญชีตามมาตรฐานประเทศไทย ช่วยให้ผู้ใช้งานระบบมั่นใจในความถูกต้อง และลดความยุ่งยากในงานเอกสารได้อย่างยั่งยืน

Scroll to Top